เป็นไม้ดอกของไทยเองแต่ความจริงแล้วมีถิ่นกำ เนิดอยู่ในแอฟริกาใต้ นำ เข้ามาปลูกในประเทศไทย ตั้ง
แต่ปี พ.ศ. 2451
เยอบีร่า กำ ลังเป็นไม้ตัดดอกที่ได้รับความนิยมสูงมากในตลาดเพราะมีสีดอกสดใส มีหลายสี
อายุการใช้งานนาน และมีรูปทรงดอกสวยงาม ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกเยอบีร่าประมาณ 400
ไร่ ซึ่งระยะหลังมีการนำ เยอบีร่าสายพันธุ์ยุโรปเข้ามาปลูกทดแทนเยอบีร่าสายพันธุ์ไทย แต่ก็ยังผลิตได้
ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดเยอบีร่าจึงเป็นไม้ตัดดอกอีกชนิดหนึ่งที่จะสามารถทำ รายได้ให้
เกษตรกรได้ดีไม่แพ้ไม่ตัดดอกชนิดอื่น
ลักษณะทั่วไปของเยอบีร่า
เยอบีร่า เป็นไม้ดอกที่มีลักษณะต้นเป็นกอเตี้ยๆ มีลำ ต้นอยู่ใต้ดิน ใบและก้านจะงอกจากตาที่
ติดอยู่กับลำ ต้นใต้ดิน ใบมีสีเขียวแก่ปรกเป็นพุ่ม ขอบใบหยักเป็นแฉกแต่ละแฉกหยักลึกไม่เท่ากันแผ่นใบ
ไม่คลี่กางเต็มที่ ขอบใบทั้งสองข้างมักจะหุบเข้าหาเส้นกลางใบเล็กน้อย ใต้ใบและก้านใบมีขนบางๆ ขึ้น
อยู่ทั่วไป ดอกเยอบีร่ามีลักษณะเป็นดอกรวมประกอบด้วยดอกย่อยเล็กๆ เป็นจำ นวนมากอันแน่นอยู่บน
ฐานรองดอก ดอกย่อยนี้แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ ดอกชั้นนอก เรียกว่า เร ฟลอเร็ต (Ray florets) เป็น
ดอกตัวเมียไม่มีเกสรตัวผู้และดอกชั้นในเรียกว่า ดิส ฟลอเร็ต (Disc florets)เรียงอยู่ชั้นในรอบใจกลาง
ดอก เป็นดอกสมบูรณ์เพศมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย เกสรตัวเมียของดอกชั้นในส่วนใหญ่จะเป็น
หมัน
พันธุ์
เยอบีร่า สามารถแบ่งตามสายพันธุ์ได้ดังนี้
1. สายพันธุ์ไทย เป็นพันธุ์ที่พัฒนามาจากพันธุ์ดั้งเดิมที่นำ เข้ามาปลูก มีลักษณะกลีบดอกแคบ
ยาวซ้อนลดหลั่นลงมา มีสีสันไม่ค่อยสนใสนัก บางพันธุ์อาจมีกลีบดอกเป็นฝอย เรียกว่า หน้ายุ่ง ก้าน
ดอกเล็กและสั้น ใบมีขนาดเล็ก ปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศของภาคกลางได้ดี แต่อายุการปักแจกันสั้น
เช่น
- กลุ่มดอกสีขาว : พันธุ์ขาวจักรยาว , ขาวจักรสั้น
- กลุ่มอกสีเหลือง : พันธุ์เหลืองถ่อ , เหลืองพังสี
- กลุ่มดอกสีชมพู : พันธุ์บัวหลวง , มณฑา
- กลุ่มดอกสีแสด : พันธุ์สุรเสน , จำ ปา
- กลุ่มดอกสีแดง : พันธุ์แดงลักแทง , แดงตาเปิ่น
3
2. สายพันธุ์ยุโรป มีดอกชั้นเดียว ซ้อนหรือกึ่งซ้อน กลีบดอกกว้างกว่าสายพันธุ์ไทย 2-3 เท่า
กลีบดอกหนา ก้านดอกใหญ่ยาวและแข็งแรง มีอายุการปักแจกันนาน ใบมีขนาดใหญ่กว่าสายพันธุ์ไทย
ใจกลางดอกใหญ่ส่วนมากจะเป็นสีเหลือง หากเป็นสีดำ หรือนํ้าตาลเข้ม เรียกว่า ไส้ดำ
เยอบีร่าสายพันธุ์ยุโรปอาจแบ่งย่อยตามการซื้อขายในตลาดโลก ได้ดังนี้
2.1 ดอกชั้นเดียว มีกลีบดอกกว้างป้อมชั้นเดียวและหนาเยอบีร่า ประเภทนี้ได้รับความนิยม
มากในปัจจุบัน เช่น พันธุ์เออบานัส เทอร่าเฟม (ดอกสีเหลือง), แปซิฟิก (ดอกสีชมพู),ซิมินา (ดอกสี
แดง)
2.2 ดอกซ้อนและกึ่งซ้อน มีกลีบดอกหลายชั้น เช่น พันธุ์วิเซิด(ดอกสีชมพู แดง/ขาว), ฟิกาโร
(ดอกสีชมพู), เทอร่าสปิริท (ดอกสีแสดแดง), อิมพาล่า (ดอกสีขาว)
2.3 ไส้ดำ เช่น พันธุ์เออบานัส (ดอกสีทองแดง), แพนเทอร์ (ดอกสีแดง), ริจิลิโอ(ดอกสีแดง),
เล็บเพิด (ดอกสีเหลือง), ฟลามิงโก้ (ดอกสีชมพู)
3. สายพันธุ์อเมริกาและสายพันธุ์ออสเตรเลีย ลักษณะของกลีบดอกแคบยาวใจกลางดอก มี
ขนาดเล็ก ก้านดอกเล็กยาวคุณภาพและอายุการปักแจกันสู้พันธุ์ยุโรปไม่ได้
สายพันธุ์ไทย
สายพันธุ์ยุโรป
4
การคัดเลือกพันธุ์เยอบีร่า ควรพิจารณาลักษณะต่างๆ ดังนี้
1. ขนาดของดอกควรมีขนาดตั้งแต่ 10-15 เซนติเมตร
2. ลักษณะดอกเมื่อแผ่เต็มที่แล้วควรทำ มุม 180 องศา กลีบดอกหนา ไส้กลางดอกใหญ่ปลาย
กลีบไม่งอนแอ่นหลัง
2. สีสดใสไม่ซีดง่ายเมื่อบานแล้ว
3. ก้านดอกควรตรงยาวและแข็งแรง เส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ (มากกว่า 0.6 เซนติเมตร)
4. ผลผลิตสูงใน 1 ปี เยอบีร่าควรให้ผลผลิตมากกว่า 40 ดอก/ต้น/ปี
5. มีความต้านทานโรคแมลงและปรับตัวได้ดีกับสภาพแวดล้อม
6. อายุการปักแจกันนาน
แหล่งผลิตที่สำ คัญ
ภาคเหนือ : เชียงใหม่ , เชียงราย
ภาคกลาง : ราชบุรี , นนทบุรี
ภาคใต้ : พัทลุง , สงขลา
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : หนองคาย , ขอนแก่น ,เลย , นครราชสีมา, นครพนม,
อุบลราชธานี
การขยายพันธุ์
การขยายพันธุ์เยอบีร่าสามารถทำ ได้หลายวิธี ดังนี้
1. การเพาะเมล็ด เมล็ดของเยอบีร่าจะมีลักษณะโค้งงอคล้ายรูปเคียว ยาวประมาณ 1
เซนติเมตร วัสดุเพาะจะใช้ส่วนผสมของขุยมะพร้าวกับทรายหยาบ ในอัตราส่วน 1:1 ใส่ในกระบะ
พลาสติกซึ่งรองด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์เกลี่ยหน้าดินให้เรียบเสมอกัน ใช้ไม้ทำ ร่องกลบด้วยวัสดุเพาะ
แล้วรดนํ้าให้เรียบเสมอกัน ใช้ไม้ทำ ร่องตามขวางของกระบะ ห่างกันประมาณ 1 นิ้ว นำ เมล็ดวางเรียงใน
ร่องกลบด้วยวัสดุเพาะแล้วรดนํ้าให้ชุ่ม ประมาณ 3-5 วัน เมล็ดจะงอก เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 2-3 ใบ จึง
ทำ การย้ายลงถุงชำ โดยใช้ดินผสมที่มีดินร่วน ปุ๋ยคอก แกลบ และขี้เถ้าแกลบ ในอัตรา 1:1:1:1 เป็น
วัสดุปลูก นำ ไปวางไว้ในที่ร่มรำ ไร เมื่อต้นกล้ามีอายุ 2.5-3 เดือน จึงย้ายลงแปลงปลูก ซึ่งใช้เวลา
ประมาณ 4-4.5 เดือน จึงเริ่มให้ดอก
การขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดจะไม่ใช้ในระบบการผลิตเพื่อตัดดอกขาย แต่จะใช้เพื่อปรับปรุง
พันธุ์เท่านั้น
การเตรยี มกระบะเพาะ ต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเมล็ด
5
2. การแยกหน่อ เป็นวิธีที่ใช้กันมากเพราะทำ ให้ง่าย และสะดวกการแยกหน่อ
เยอบีร่า ควรทำ เมื่อต้นเยอบีร่ามีอายุมากกว่า 7 เดือน โดยการขุดต้นเยอบีร่าขึ้นมาทั้งกอล้างดินออกให้
หมดจึงแยกหน่อแต่ละหน่อควรมียอดอยู่อย่างน้อย 1 ยอด มีใบ 4-5 ใบ และมีรากติดอย่างน้อย 3 ราก
ตัดรากและใบออกประมาณครึ่งหนึ่งเพื่อลดการคายนํ้าจากนั้นนำ หน่อที่แยกไปชำ ในกระบะที่มีวัสดุเพาะ
ชำ เช่น ทรายและขุยมะพร้าวอัตราส่วน 1:1 ควรระวังไม่ให้ดินกลบยอดเพราะจะทำ ให้เน่าได้ง่าย หลัง
จากนั้นนำ ไปวางไว้ในที่ร่มประมาณ 2 สัปดาห์ เมื่อต้นมี อายุ 4-5 สัปดาห์ จึงย้ายลงแปลงต่อไป
3. การชำ ยอด การขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้จะได้จำ นวนต้นมากกว่าการแยกหน่อ แต่ต้นที่ชำ อาจ
เนา่ ได้ง่ายหากไม่ชำ นาญพอการชำ ยอด ทาํ ใหโ้ดยขดุ ตน้ เยอบีร่าขนึ้ มาทงั้กอ ลา้ งน้ำ ใหส้ะอาดตดัใบออก
ให้เหลือก้านใบประมาณ 5 เซนติเมตร ตัดยอดออกเพื่อกระตุ้นให้เกิดตาข้างแล้วนำ ไปชำ ในกระบะ
ทราย เมื่อมียอดอ่อนแตกจากลำ ต้น จึงตัดและจุ่มฮอร์โมนเร่งราก แล้วนำ ชำ จนออกรากก่อนย้ายปลูกลง
ถุงต่อไป
4. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ วิธีนี้สามารถผลิตต้นพันธุ์ได้จำ นวนมากในระยะเวลาอันสั้นได้ต้นที่
แข็งแรงปลอดโรคและตรงตามพันธุ์หลังจากนำ ต้นลงปลูกแล้วประมาณ 6 เดือน จึงจะให้ดอก
ปัจจุบันการขยายพันธุ์เยอบีร่าเพื่อการค้านิยมวิธีการแยกหน่อและการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
การเตรียมดิน
ดินสำ หรับปลูกเยอบีร่า ควรเป็นดินร่วนปนทราย มีอินทรีย์วัตถุ มีความเป็นกรดเป็นด่าง
ประมาณ 5.5-6.5 ทำ การไถหรือขุดพลิกหน้าดิน ตากติดทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ จึงย่อยดิน และเก็บ
เศษวัชพืชออก ถ้าดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาวและกรณีที่ปลูกซํ้าที่เดิมหรือเคยปลูกไม้ดอกอื่นมาก่อน ควร
อบดินก่อนปลูก เพื่อลดปัญหาโรคและแมลง ด้วยเมธิลโบรไมด์ หรือ บาซามิดจี นอกจากนี้ยังสามารถ
ผสมวัสดุปลูกขึ้นใหม่ โดยใช้ขุยมะพร้าว 3 ส่วน แกลบดำ 2 ส่วน ทรายหยาบ 1 ส่วน ผสมกัน แล้วเติม
ปุ๋ย แคลเซียมคาร์บอเนต 500 กรัม แคลเซียมซัลเฟต 100 กรัม และซิงค์ซัลเฟต 100 กรัม เพอรัสซัล
เฟต 500 กรัม คอปเปอร์ซัลเฟต 10 กรัม และซิงค์ซัลเฟต 10 กรัม ต่อวัสดุปลูก 1 ลูกบาศก์เมตร
การแยกหน่อ
6
การปลูก
ช่วงที่เหมาะสมต่อการปลูกเยอบีร่า คือ ตั้งแต่เดือนตุลาคม – มกราคม ไม่นิยมปลูกในฤดูฝน
เพราะมีปัญหาเรื่องโรคโคนเน่า
แปลงปลูกควรยกสูงประมาณ 30-40 เซนติเมตร กว้าง 65-70 เซนติเมตร เว้นทางเดิน 50
เซนติเมตร ระยะปลูกควรคำ นึงถึงลักษณะของพันธุ์ โดยทั่วไปสายพันธุ์ไทย กอมีขนาดเล็ก ใช้ระยะ
ปลูก 30X30 เซนติเมตร ส่วนสายพันธุ์ยุโรป และ อเมริกา ซึ่งมีลักษณะทรงพุ่มใหญ่กว่าสายพันธุ์ไทย
ระยะปลูกที่ใช้ คือ ระหว่างแถว 30-40 เซนติเมตร ระหว่างต้น 30-35 เซนติเมตร
การปฏิบัติดูแลรักษา
1. ในสภาพท้องที่ที่มีแสงแดดจัดมาก ควรปลูกเยอบีร่าในโรงเรือนที่มีความสูงอย่างน้อย 2.5
เมตร หลังคาใช้ซาแรนพรางแสง ร้อยละ 50 เพื่อให้ก้านดอกยาว และดอกมีสีสันดีขึ้น นอกจากนี้ในฤดู
ฝนควรคลุมหลังคาโรงเรือนด้วยพลาสติกใสกันฝน เพื่อให้ดอกมีคุณภาพดี และป้องกันการเกิดโรค
2. ควรดูแลแปลงปลูกให้มีความชื้นตลอดจนเวลา
3. พรวนดินหลังจากต้นเยอบีร่าตั้งตัวดีแล้ว เพื่อช่วยให้ดินโปร่ง และเป็นการกำ จัดวัชพืชไปใน
ตัว และควรระวังรากเยอบีร่า จะขาด เพราะในช่วงนี้เยอบีร่ากำ ลังแตกรกใหม่
4. ควรจัดหาวัสดุคลุมแปลง เช่น ฟางข้าว เปลือกถั่ว แกลบผุ หรืออื่นๆ เพื่อให้ดินสามารถเก็บ
ความชื้นไว้ได้นาน และยังป้องกันหน้าดินแน่น และดินกระเด็นมาถูกใบขณะรดนํ้าด้วย
แปลงปลูกเยอบีร่าในโรงเรือน
7
5. การแต่งพุ่ม หลังจากปลูกเยอบีร่าแล้วต้นจะเจริญเติบโตแตกกอพร้อมทั้งให้ดอก การดูแล
นอกจากจะต้องตัดใบแก่ที่เหี่ยวแห้งหรือเป็นโรคออกทิ้งแล้วหากพุ่มแน่นเกินไป จะต้องตัดแต่งใบออกไม่
ให้บังกันโดยให้มีใบเหลือติดอยู่กับต้นประมาณ 20-25 ใบ
การให้นํ้า
เยอบีร่าต้องการนํ้ามากแต่ไม่ชอบนํ้าขัง ระยะ 2-3 สัปดาห์แรกควรให้นํ้าแบบสปริงเกอร์ ต่อมา
ควรให้นํ้าแบบหยดเพราะจะทำ ให้ได้นํ้าสมํ่าเสมอและนํ้าไม่เปียกใบและดอก การให้นํ้าไม่สมํ่าเสมอจะ
ทำ ให้ก้านดอกเปราะ แตก และหักได้ง่าย
การให้ปุ๋ย
ปุ๋ยที่จะให้เยอบีร่า แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรกตั้งแต่ระยะต้นเริ่มแตกใบใหม่จนถึงระยะมี
ดอกแรกใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตร 21-21-21 อัตรา 3 ช้อนโต๊ะ ผสมนํ้า 20 ลิตร ให้ร่วมกับธาตุอาหารรองทุก
7 วัน ส่วนช่วงที่สอง หลังจากที่เยอบีร่าออกดอกแล้วให้ปุ๋ยสูตร 10-52-17 อัตรา 3 ช้อนโต๊ะ ผสมนํ้า
20 ลิตร รดสลับกับปุ๋ยยูเรีย โดยให้ทุก 15 วัน
การเก็บเกี่ยว
ต้นเยอบีร่าที่ได้จากการเพาะเมล็ดหรือเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะให้เวลาประมาณ 4-5 เดือน จึงให้
ดอก ส่วนต้นจากการแยกหน่อใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน แต่ดอกในระยะ 1-2 เดือนแรกยังมีขนาด
เล็ก หลังจากนั้น จึงจะมีขนานใหญ่ขึ้น ดอกที่จะเก็บเกี่ยวควร อยู่ในระยะที่เหมาะสม เพราะถ้าเก็บเกี่ยว
ดอกอ่อนเกินไป ก้านดอกจะอ่อนหักได้ง่าย ทำ ให้อายุการปักแจกันไม่นาน และถ้าเก็บเกี่ยวดอกแก่เกิน
ไปสีดอกจะซีด ละอองเกสรจะเปื้อนดอก ส่วนที่เป็นกลีบดอกชั้นในจะฟูไม่สวยงาม จึงควรเก็บดอกใน
ระยะที่เกสรตัวผู้บาน 1-2 วง โดยจับด้านดอกโยกเข้าหาตัวแล้วกระตุกขึ้น เนื่องจากตรงโคนก้านดอก
จะเป็นเนื้อเยื่อที่แข็งสามารถป้องกันการสูญเสียน้ำ ของดอกไม้ เมื่อดึงดอกขึ้นมาแลว้ใหร้บี นำ ไปแช่นํ้า
ทันที เวลาเก็บเกี่ยวเยอบีร่าทำ ได้ทั้งในช่วงเช้าและบ่าย
การเก็บเกี่ยว
8
การใช้สารเคมีหลังการเก็บเกี่ยว
หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วจะแช่ดอกเยอบีร่าในสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรด์ 5% หรือ สารฟอง
ผ้าขาว อัตรา 7 ซีซี ต่อนํ้า 1 ลิตร โดยนํ้าที่ใช้ต้องเป็นนํ้าที่สะอาด ก่อนนำ ก้านลงแช่ให้ตัดปลายก้าน
ออก 2 เซนติเมตร เพราะส่วนปลายก้านที่ติดอยู่กับต้นเป็นเนื้อเยื่อที่แข็งสามารถดูดนํ้าได้น้อย และแช่
จนกว่าจะนำ ไปบรรจุหีบห่อต่อไป
การคัดขนาดเยอบีร่าตามความต้องการของตลาดกรุงเทพฯ
เกรด ความยาวด้านดอก (ซม.) เส้นผ่าศูนย์กลางดอก (นิ้ว)
เอ มากกว่า 40 มากกว่า 4.0
บี 35-40 3.5-4.0
ซี 30-35 3.0-3.5
การบรรจุหีบห่อ
โดยทั่วไปจะใช้ถุงพลาสติกขนาดเล็ก สวมดอกไว้แล้วจึงเข้ากำ ๆ ละ 10 ดอก ห่อด้วยกระดาษ
และบรรจุลงกล่อง ส่วนในประเทศเนเธอร์แลนด์จะบรรจุแต่ละดอกตามแนวนอนในกล่องกระดาษ ตื้นๆ
โดยเสียบก้านดอกลงในกระดาษแข็งที่เจาะเป็นรู เพื่อตรึงไม่ให้ดอกเคลื่อนที่ ก้านดอกจะอยู่ในรูส่วนตัว
ดอกจะอยู่บนรูทำ ให้เห็นดอกชัดเจน ซึ่งแต่ละกล่องสามารถบรรจุดอกได้ประมาณ 50 ดอก
การคัดเกรด
การบรรจุหีบห่อ
9
การเก็บรักษา
ดอกเยอบีร่าที่อยู่ระหว่างรอการบรรจุหีบห่อ หรือส่งขายควรเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 องศา
เซลเซียส ความชื้นสัมพันธ์ 90 เปอร์เซ็นต์
โรคของเยอบีร่า
1. โรคใบจุด
สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา
อาการ เกิดจากที่ใบจะเป็นจุดหรือเป็นวงซ้อนกัน แผลเป็นสีนํ้าตาลอ่อน ถ้าพบที่ดอกกลีบดอก
จะแสดงอาการจุดซ้อนกันเป็นวงเมื่อเป็นมากกลีบดอกจะไหม้
การป้องกัน ใช้สารเคมีประเภท แมนโคเซ็บ ฉีดเพื่อป้องกัน แต่ถ้าต้องการฉีดพ่นเพื่อระงับการ
ระบาดของโรคที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง ควรใช้คาร์เบนดาซมิ สลบั กบั แมนโคเซบ็ ตามอตัราทแี่ นะนำ บน
ฉลากสารเคมี สำ หรับใบที่แสดงอาการมากๆ ควรตัดใบออกเสียก่อนแล้วนำ ไปเผา หลังจากนั้นจึงพ่น
ด้วยสารเคมี
2. โรครากเน่า – โคนเน่า
สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา
อาการ จะพบใบและต้นเหี่ยว บริเวณโคนต้นระดับดินเป็นแนวสีนํ้าตาล สีเส้นใยสีขาวของเชื้อ
ราเจริญอยู่ เมื่ออาการรุนแรงจะเหี่ยวทั้งกอ เมื่อถอนต้นขึ้นมาจะพบว่าโคนต้นและรากเปื่อยเน่า
การแพร่ระบาด เชื้อราแพร่ระบาดได้ช้ามาก โดยเส้นใยเจริญไปในดิน การแพร่กระบาดจึง
เกิดขึ้นโดยเชื้อราติดมากับหน่อที่ขยายมาจากแหล่งที่เป็นโรค หรือติดไปกับจอบเสียมที่ใช้ในไร่ หรือติด
ไปกับเท้าคนที่ยํ่าไปทั่วแปลง
การป้องกันกำ จัด ใช้สารเคมีประเภท PCNB เช่น เทอราคลอ, ควินโตซีนหรือบีสสิคอล ฉีดพ่น
หรือราดบริเวณโคนต้นที่เริ่มแสดงอาการ สำ หรับต้นที่เป็นโรคมากๆ ควรขูดออก โดยขุดเอาดินบริเวณ
นั้นออกด้วย อย่าให้ดินและส่วนของพืชหล่นเรี่ยราด จะทำ ให้เชื้อแพร่กระจาย เวลาราดโคนต้นด้วยสาร
เคมีควรทำ ขณะดินแห้ง
โรครากเน่า - โคนเน่า
10
3. โรครากปม
สาเหตุ เกิดจากไส้เดือนฝอยเข้าทำ ลายรากพืช
อาการ เริ่มแรกต้นเยอบีร่าจะแคระแกรน ใบซีดเหลืองมีลักษณะคล้ายกับอาการขาดธาตุ
อาหารเมื่อถอนต้นดูจะพบรากมีลักษณะยวมโตเป็นแห่งๆ ปลายรากกุดหรืองอ ปมที่เกิดใหม่จะมีสีขาว
ต่อไปจะเป็นสีนํ้าตาล ถ้ามีมากต้นจะเหี่ยวแห้งและตายไป
การแพร่ระบาด ไส้เดือนฝอยเป็นศัตรูที่อาศัยอยู่ในดินการแพร่ระบาดเกิดขึ้นโดยการขนย้าย
ดิน ติดไปกับกล้า และระบาด ไปโดยการชะล้างของนํ้า
การป้องกันกำ จัด ไส้เดือนฝอยเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยากมาก เพราะสารเคมีที่ใช้ได้
ผลดี ราคาแพงเกินไป เช่น การรมด้วยเมธิลโบรไมด์ และการใช้สารเคมีฆ่าแมลง เช่น เฮปตาคลอ ใช้ได้
ผลดีแต่พิษตกค้างในดินนานถึง 10 ปี จะมีผลต่อพืชมาก เพื่อพบต้นที่เป็นโรคควรถอนต้นที่แสดง
อาการโดยขุดเอารากออกให้หมด ถ้าเป็นทั้งแปลงต้องทำ ลายทั้งแปลงเผาทิ้ง แล้วทิ้งดินตากแดด โดย
ขุดซากพืชออกให้หมด ความร้อนจากแสงแดดจะช่วยฆ่าไข่และตัวอ่อนของไส้เดือนฝอยได้ หรือป้องกัน
โดยใช้ ไวย์เตท แอล หรือ เทมมิค 10 จี รองก้นหลุมก่อนปลูกเยอบีร่า และวิธีการป้องกันอีกวิธีซึ่ง
ปลอดภัยไม่มีพิษตกค้าง ก็คือ การปลูกพืชหมุนเวียน และการใส่อินทรีย์วัตถุลงในดินเพื่อเพิ่มจุลินทรีย์
ในดินซึ่งสามารถทำ ลายใส้เดือนฝอยได้
4. โรคดอกเขียว
สาเหตุ เกิดจากเชื้อ มายโคพลาสมา
อาการ เริ่มแรกต้นเยอบีร่าจะแคระแกรน ใบซีดเหลืองดอกจะมีขนาดเล็กลง ก้านดอกสั้น กลีบ
ดอกจะมีสีเขียวคล้ายกลีบเลี้ยง และมีลักษณะเหมือนใบแตกฝอย ดอกจะเจริญผิดปกติไปจากเดิม
การแพร่ระบาด ในสวนที่ปลูกเยอบีร่ามาแล้ว 2-3 ปี มักจะพบโรคนี้ระบาดทั่วสวน บางแห่ง
เสียหายมากกว่า 50%
การป้องกันกำ จัด ถ้าพบโรคดอกเขียวในแปลงปลูกควรถอนต้นทำ ลายและเผาทิ้งเสีย ต้นที่
เป็นโรคไม่ควรขยายพันธุ์ต่อไปและควรฉีดพ่นสารเคมีป้องกันเพลี้ยปากดูด ซึ่งเป็นพาหะนำ โรคนี้แพร่
ระบาด
5. โรคดอกเน่า
สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา
อาการ เกิดกับกลีบดอก ทำ ให้กลีบอกมีสีซีดเหลืองอมเขียว หรือนํ้าตาลอมเขียว หลังจากนั้น
จะเกิดอาการเน่าเป็นสีนํ้าตาลอาการที่ฐานรองดอกจะพบฐานรองดอกมีสีนํ้าตาลเข้มคล้ายกับอาการชํ้า
หลังจากนั้นจะเริ่มมีเส้นใยสีขาวขุ่นทำ ให้ดอกเน่า
การป้องกันกำ จัด ใช้สารเคมี เช่น โบแทน ฉีดพ่นทุกๆวัน
6. โรคดอกแห้ง
สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา
11
อาการ จะเริ่มจากคอดอกก่อน จะสังเกตพบรอยชํ้าที่คอก้านดอก ทำ ให้คอดอกพับเหี่ยวไป
บางครั้งจะพบรอยชํ้าตามก้านดอกอาการเหล่านี้จะเกิดกับดอกทุกระยะ ถ้าเกิดกับดอกตูม ดอกจะไม่
บานต่อไปโรคนํ้าจะระบาดมากประมาณช่วงเดือนธันวาคม- เมษายน
การป้องกันกำ จัด ถ้าพบต้นที่มีอาการมาก ให้ถอนต้นเผาทำ ลายเสียและพ่นด้วยสารเคมี คาร์
เบนดาซิม สลับกับแมนโคเซ็บ ตามอัตราที่แนะนำ บนฉลากสารเคมี
7. โรคราแป้ง
สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา
อาการ จะพบเส้นใยและสปอร์สีขาวของเชื้อราปกคลุมอยู่ด้านหลังใบและท้องใบ เมื่ออาการรุน
แรงใบจะเป็นสีม่วงและหงิกและอาการที่เกิดกับก้านใบและดอกจะพบเชื้อราสีขาวเจริญที่ใต้กลีบดอก
และก้านชูดอก ทำ ให้ดอกอ่อน กลีบร่วง
การป้องกันกำ จัด ควรฉีดพ่นด้วยสารเคมีชนิดดูดซึมคาร์เบนดาซิม สลับกับสารเคมีชนิดไม่ดูด
ซึม คลอโรธาโลนิล ตามอัตราที่แนะนำ บนฉลากสารเคมีนั้นๆ เพื่อป้องกันการดื้อต่อสารเคมี
แมลงศัตรูของเยอบีร่า
1. เพลี้ยไฟ ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย จะทำ ลายเยอบีร่าโดยดูดนํ้าเลี้ยงที่ใบและดอก ทำ ให้ใบ
หงิกงอ กลีบดอกจะชํ้าและมีจุดด่างสีขาวดอกจะมีสีซีด รูปทรงจะบิดเบี้ยวเพลี้ยไฟจะระบาดมากในฤดู
แล้งและในสภาพอากาศแห้ง
การป้องกันกำ จัด ควรฉีดพ่นสารเคมีสัปดาห์ละครั้งสารเคมีที่ใช้อาจะลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง
เช่น พอสซ์, โตกุไธออน,ไดคาร์โซล
2. หนอน เป็นหนอนผีเสื้อกลางคืน จะวางไข่ไว้ในดอกตูมและไข่จะฟักออกเป็นตัวในขณะที่
ดอกเริ่มบานพอดี เมื่อเจริญเป็นตัวหนอนจะกัดกินกลีบดอก ทำ ให้คุณภาพดอกเสียจำ หน่ายไม่ได้
การป้องกำ จัด ควรฉีดพ่นสารเคมีสัปดาห์ละครั้ง สารเคมีที่ใช้ เช่น อโซดริน, แลนเทน, เซฟ
วิน 85, แบคโทสปิน โดยพ่นสลับกันไป อย่าให้สารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่ง เพราะจะทำ ให้หนอนดื้อต่อ
สารเคมีได้ชนิดใดชนิดหนึ่ง เพราะจะทำ ให้หนอนดื้อต่อสารเคมีได้
3. เพลี้ยอ่อน ลักษณะตัวสีเขียวหรือชมพูเล็กน้อย สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าเพลี้ยอ่อนจะ
ดูดกินนํ้าเลี้ยงตามกลีบดอก และจะถ่ายมูลออกมาเป็นเมือกเหนียวๆ ติดอยู่ทำ ให้ดอกมีตำ หนิเพลี้ยอ่อน
ยังดูดกินนํ้าเลี้ยงที่ยอดอ่อนทำ ให้ใบห่อและบิดงอ
การป้องกันกำ จัด ฉีดพ่นด้วยมาลาไธออน อัตรา 30-40 ซีซี/นํ้า 20 ลิตร ไดอาซิโนน 20-
30 ซีซี/นํ้า 20 ลิตร ห่างกัน 5-7 วัน แต่ถ้าพบการระบาดของเพลี้ยอ่อนจำ นวนมาก ต้องร่นระยะเวลา
12
ฉีดพ่นสารเคมีห่างกัน 3 วัน และควรกำ จัดวัชพืชที่อยู่รอบๆ แปลงให้สะอาด เพื่อป้องกันไม่ให้เพลี้ยอ่อน
หลบอาศัยเมื่อฉีดพ่นสารเคมีไปที่ต้นเยอบีร่า
4. ไรแดง มีขนาดเล็กมาก จะดูดกินนํ้าเลี้ยงทั้งใบและดอก ทำ ให้เกิดอาการด่างเป็นจุดๆ ที่
ใบ ด้านหลังใบเปลี่ยนเป็นสีนํ้าตาล และหงิกงอ และยังดูดกินนํ้าเลี้ยงที่ดอกตูม ทำ ให้ดอกชะงักการ
เจริญเติบโตไม่ยอมบาน ถ้าพบในดอกบานจะทำ ให้กลีบดอกเหี่ยวแห้งเร็วกว่าปกติ
การป้องกันกำ จัด
- ให้หมั่นสำ รวจตรวจดูเป็นประจำ ถ้าพบมีการระบาดไม่มากให้ใช้กำ มะถันผง อัตรา 60-80
กรัม ต่อนํ้า 20 ลิตร พ่นให้ทั่วทั้งใต้ใบและบนใบ แต่มีข้อควรระวัง คือ ไม่ควรพ่นเกินอัตราที่กำ หนด
และไม่ควรพ่นในขณะมีแดดจัด อากาศร้อน เพราะจะทำ ให้ใบไหม้ได้
- ถ้ามีการระบาดมากใช้สารกำ จัดไร ไดโคฟอล อัตรา 40-50 ซีซีต่อนํ้า 20 ลิตร หรือไมแทค
อัตรา 20 ซีซี ต่อนํ้า 20 ลิตร พ่นให้ทั่วทั้งบนใบและใต้ใบ
อื่นๆ
ทาก มักจะกัดกินใบและลำ ต้นที่อ่อน มีปัญหามากในช่วงเพาะกล้าและหลังจากย้ายกล้าลงถุง
จะยังพบปัญหามากในช่วงเพาะกล้าและหลังจากย้ายกล้าลงถุง จะยังพบปัญหาทากกัดกินใบอ่อนของ
เยอบีร่าอยู่เสมอ มักระบาดในสภาพที่มีอากาศชื้นๆ หรือขณะฝนตกแต่ในสภาพแห้งจะไม่ระบาด อาจ
ป้องกันกำ จัดได้โดยใช้เหยื่อพิษล่อโดยการหว่านให้ทั่วบริเวณแปลงเพาะต้นกล้า เหยื่อพิษที่ใช้อยู่คือ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
คุณว่ากษตรมีความสำคัญหรือไม่