แนะนำให้อ่าน

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

การปลูกข้าวโพดหวาน

ข้าวโพดหวาน อยู่ใน ตระกูล Gramineae ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับหญ้าหรือข้าว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zeamays Line var. rugasa หรือ saccharata ข้าวโพดหวานมี คุณประโยชน์มากมาย นอกจากจะใช้รับประทานเป็นผักสดแล้ว ยังสามารถนำไปแปรรูปได้หลาย รูปแบบ เช่น ข้าวโพดหวานบรรจุึกระป๋องทั้งฝัก หรือบรรจุกระป๋องเฉพาะเมล็ด ทำครีมข้าวโพดหวาน ข้าวโพดแช่แข็ง ซึ่งผลิตภัณฑ์ ต่างๆ เหล่านี้ สามารถส่งไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี จีน และกลุ่มประเทศในแถบยุโรป

ฤดูปลูก

ข้าวโพดหวานสามารถ ปลูกได้ตลอดปี แต่นิยมปลูกกันมากในช่วงฤดูฝน และสามารถปลูกได้ดีในดินทุกสภาพ แต่จะขึ้นได้ดีในสภาพดินร่วนปนทราย จะทำให้ผลผลิตดีและเก็บเกี่ยวได้เร็วกว่าความเป็นกรด-ด่าง ของดินที่เหมาะสมอยู่ในช่วง 6.0-6.5 ข้าวโพดหวานต้องการแสงแดด เต็มที่ตลอดวัน

อุณหภูมิที่เหมาะสม

อุณหภูมิที่เหมาะสมในการปลูกข้าวโพดหวาน เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงที่สุดจะอยู่ในช่วง 24-30 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิกลางคืน อยู่ในช่วง 15-18 องศาเซลเซียส จะทำให้ข้าวโพดหวานมีคุณภาพดีและมีความหวานสูง

การเตรียมแปลงปลูก

การปลูกข้าวโพดหวานจะแตกต่างจากการปลูกข้าวโพดไร่ เพราะข้าวโพดหวานต้อง ดูแล และปฏิบัติอย่างพิถีพิถัน เช่นเดียวกับการ ปลูกพืชผัก จึงจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ดังนั้นในการเตรียมดินและการปลูกต้องการทำอย่างประณีต โดยการไถดินลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร แล้วตากทิ้งไว้ 7-10 วัน เพื่อกำจัดไข่แมลงและเมล็ดวัชพืช หากมีการใส่ปุ๋ยคอกหรือหว่านปูนขาวเพื่อปรับ สภาพดินควรใส่ในช่วงนี้ แล้วจึงไถพรวนอีกครั้ง จากนั้นวัดระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 80-100 เซนติเมตร ความยาวขึ้นอยู่กับ พื้นที่ ทำการขุดเป็นร่องลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร ถ้าหากสภาพดินแห้งไม่มีความชื้น ควรปล่อยน้ำเข้าตามร่อง หรือทำให้ดิน มีความชื้นบริเวณ

การปลูกข้าวโพดหวาน

ทำการเจาะหลุมปลูกบริเวณข้างๆ ร่อง ใช้ระยะห่างระหว่างหลุม(ต้น) ประมาณ 25-35 เซนติเมตร นำเมล็ดข้าวโพดหวานหยอด ลงไป หลุมละ 1-2 เมล็ด ในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 1-1.5 กิโลกรัม หลังหยอดเมล็ดแล้วไม่ควรปล่อยดินแห้งเกินไป ควรให้ดินมีความชื้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรให้น้ำมากเกินไป ซึ่งจะทำให้เมล็ดข้าวโพดเน่าได้ หลังจากหยอดเมล็ดพันธุ์ 5-7 วัน ข้าวโพดก็จะเริ่มงอก ให้สังเกตุดูว่าถ้าหลุมที่ไม่งอกให้รีบปลูกซ่อมทันที

การปฏิบัติดูแลรักษาข้าวโพดหวาน

- การถอนแยกต้น ควรกระทำหลังจากหยอดเมล็ด 12-14 วัน โดยการถอนแยกให้เหลือหลุมละ 1 ต้น
- การให้ปุ๋ย
ครั้งที่ 1 หลังจากหยอดเมล็ดประมาณ 14-10 วัน โดยการใส่ปุ๋ย 46-0-0 ผสมกับปุ๋ย 15-15-15 ในอัตรา 1:1 (ประมาณ 50 ก.ก./ไร่) โดยหว่านที่ร่องน้ำข้างๆ ต้น แล้วกลบโคนต้น
ครั้งที่ 2 เมื่อข้าวโพดหวานเริ่มติดฝักอ่อนโดยการใส่ปุ๋ยสูตร 14-14-21 หรือ 13-13-21 อัตราประมาณ 50 ก.ก./ไร่ โดยหว่าน ที่ร่องพื้นแล้วกลบโคนต้น
- การใ้หน้ำ ให้น้ำอย่างสม่ำเสมออย่าให้ขาดน้ำ โดยปล่อยเข้าตามร่องน้ำหรือให้แบบสปริงเกอร์
- การกำจัดวัชพืช กระทำพร้อมๆ กับการกลบโคนต้นและการให้ปุ๋ย
- การฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรคและแมลง การปลูกข้าวโพดหวานต้องระวังในเรื่องของหนอนเจาะฝัก หรือเจาะลำต้น ควรฉีดพ่น ยาพวกคาร์บาริล หรือยาพวกถูกตัวตาย เช่น เมทโธมิล

การเก็บเกี่ยวและการรักษา

การเก็บเกี่ยวข้าวโพดหวานเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้ข้าวโพดหวานมคุณภาพ ดีหรือเลว ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพดหวานเพื่อส่ง โรงงานหรือจำหน่ายฝักส ควรเลือกเก็บเกี่ยวในระยะที่มีน้ำตางสูงที่สุด และคุณภาพดีที่สุด หรือระยะที่เรียกว่า ระยะน้ำนม(Milk Stage) หากเลยระยะนี้ไปแล้วปริมาณน้ำตาลจะลดลงและมีแป้งเพิ่มขึ้น การเก็บเกี่ยวข้าวโพดหวานมีหลักพิจารณาง่ายๆ คือ
  1. นับอายุ หลังจากวันหยอดเมล็ด วิธีการนี้ต้องทราบอายุของข้าวโพดหวานแต่ ละพันธุ์ว่าเป็นพันธุ์หนัก, เบา หรือปานกลาง เช่นพันธุ์เบา อายุ 55-65 วัน พันธุ์ปานกลาง 70-85 วัน และพันธุ์หนักตั้งแต่ 90 วันขึ้นไป
  2. เก็บสุ่มตัวอย่างในแปลงมาตรวจดู วิธีนี้แน่นอน และนิยมกระทำกัีนมากที่สุด การเก็บเกี่ยวข้าวโพดหวาน ควรเก็บเกี่ยวในเวลา เช้าตรู่และรีบส่งตลาดทันที ไม่ควรทิ้งไว้เกิน 24 ชั่วโมง เพราะจะทำให้น้ำตาลลดลง

“หอยหวาน” สัตว์เศรษฐกิจที่ต้องรู้เทคนิคการเลี้ยง

“หอยหวาน” สัตว์เศรษฐกิจที่ต้องรู้เทคนิคการเลี้ยง

หากใครเคยไปที่ร้านอาหารทะเลเผาคงเคยลิ้มลองรสชาติของ “หอยหวาน”มาบ้างแล้ว รู้หรือไม่? ว่ากว่าจะมาเป็นเมนูรสแซ่บที่เสิร์ฟตรงหน้าเรา เจ้าสัตว์น้ำทะเลเหล่านี้มีการดำรงชีวิตอยู่ และมีที่มาที่ไปอย่างไร
     
       เนื่องจากความต้องการในการบริโภคหอยหวานมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณหอยหวานในธรรมชาติกลับมีจำนวนลดลง เพราะเติบโตไม่ทันกับความต้องการของมนุษย์ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.) จึงได้เปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงหอยหวานเชิงพาณิชย์แบบครบวงจร” รุ่นที่ 2 พร้อมพาชมการปฏิบัติงานในโรงเพาะฟักบ่อเลี้ยงหอยหวานขนาดตลาด และบ่อดินเลี้ยงหอยหวานขนาดตลาด ณ หน่วยวิจัยและเลี้ยงหอยหวาน ต.หาดเจ้าสำราญ อ.เมือง จ.เพชรบุรี
     
       ดร.นิลนาจ ชัยธนาวิสุทธิ์ นักวิจัย ระดับ 8 สถาบันวิจัยทรัพยากรสัตว์น้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่า โรงเพาะฟักหอยหวานนั้นมีองค์ประกอบที่มีความสำคัญ 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ระบบน้ำทะเลที่ใช้ในการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์หอยหวาน การอนุบาลลูกหอยหวาน และการเพาะเลี้ยงแพลงก์ตอนพืช ซึ่งจะต้องสะอาดผ่านการกรองและฆ่าเชื้อโรค ส่วนที่ 2 คือระบบอากาศ ซึ่งมีความสำคัญมาก โดยการใช้เครื่องปั๊มอากาศที่มีแรงดันมากพอ
     
       สำหรับบ่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์และการเพาะพันธุ์หอยหวาน ดร.นิลนาจ อธิบายว่า ควรเป็นบ่อซีเมนต์หรือบ่อผ้าใบขนาดประมาณ 3.0X3.0X0.7 เมตร พื้นบ่อปูด้วยทรายหยาบหนาประมาณ 5.0 ซม.และใช้ระบบน้ำทะเลแบบไหลผ่านตลอด โดยอัตราการไหลประมาณ 300 ลิตรต่อชั่วโมง ทั้งนี้ ในแต่ละบ่อจะปล่อยพ่อแม่พันธุ์หอยหวานประมาณ 1,400 ตัวต่อบ่อ โดยให้ปลาทั้งตัวเป็นอาหารแบบให้กินจนอิ่ม เป็นประจำทุกๆวัน วันละ 1 ครั้งในช่วงเช้า
     
       เมื่อหอยวางไข่แล้วจึงทำการเก็บรวบรวมฝักไข่ โดยวิธีปล่อยน้ำทิ้งแล้วลงเก็บในบ่อด้วยมือ จากนั้นนำไข่มาทำความสะอาดและแบ่งใส่ตะกร้าพลาสติกประมาณ 150-200 ฝักต่อตะกร้า และนำไปห้อยแขวนที่ระดับกลางน้ำในถังฝักไข่ จนกระทั่งลูกหอยหวานระยะวัยอ่อนฟักออกจากฝักไข่ โดยเติมน้ำทะเลที่มีอุณหภูมิและความเค็มเท่ากับน้ำทะเลในถังฝักไข่ทุกครั้ง
     
       ส่วนการพัฒนาการของหอยหวานนั้น ลูกหอยหวานระยะวัยอ่อนจะกินแพลงก์ตอนพืชเป็นอาหาร ด้วยการใช้ขนที่อยู่รอบตัวโบกพัดอาหารเข้าสู่ช่องปาก โดยลูกหอยระยะวัยอ่อนบางส่วนที่มีอายุ 12-13 วันจะเริ่มพัฒนาเป็นลูกหอยระยะลงพื้น หลังจากนั้นจะทำการเก็บรวบรวมลูกหอยไปเลี้ยงต่อในถังเลี้ยงลูกหอยระยะเต็ม วัย โดยถังเลี้ยงได้ออกแบบพิเศษด้วยการใช้ระบบน้ำฉีดเป็นฝอยบริเวณผนังบ่อ พื้นบ่อปกคลุมด้วยทรายละเอียดมีความหนาประมาณ 0.2 ซม.ความหนาแน่นของลูกหอยที่เลี้ยงประมาณ 3,000-4,000 ตัวต่อต่อถังอนุบาล
     
       “การผลิตหอยหวานระยะวัยรุ่นในโรงเพาะฟัก พบว่าหอยหวานสามารถวางไข่ในโรงเพาะฟักได้ตลอดทั้งปี โดยช่วงที่หอยหวานสามารถวางไข่มากที่สุดคือ เดือนกุมภาพันธ์-กรกฎาคม ซึ่งการวางไข่ตลอดทั้งปีของหอยหวานนั้นมีข้อดีคือ จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถผลิตหอยหวานสนองความต้องการแก่ฟาร์มเลี้ยงหอยหวาน ขนาดตลาดได้ตลอดทั้งปี และมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ปัจจุบันหอยหวานธรรมชาติในทะเลมีปริมาณที่ลดน้อยลงทุกปี เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการจับสัตว์น้ำที่ผิดวิธีของชาวบ้าน หรือการจับหอยหวานผิดฤดู ดังนั้น การวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงหอยหวานให้แก่ชาวบ้านแบบครบ วงจร ก็จะช่วยส่งเสริมอาชีพทางเลือกใหม่ให้แก่ชาวประมงพื้นบ้านได้” ดร.นิลนาจ กล่าว
     
       นับเป็นโครงการที่มีประโยชน์สำหรับชาวประมงพื้นบ้านและผู้ที่สนใจในการ เลี้ยงหอยหวาน ซึ่งนอกจากจะได้เรียนรู้วิธีการเลี้ยงหอยหวานอย่างถูกวิธีแล้ว การใช้เทคโนโลยีในการเลี้ยงยังช่วยให้หอยหวานไม่สูญพันธุ์อีกด้วย