แนะนำให้อ่าน

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

“หอยหวาน” สัตว์เศรษฐกิจที่ต้องรู้เทคนิคการเลี้ยง

“หอยหวาน” สัตว์เศรษฐกิจที่ต้องรู้เทคนิคการเลี้ยง

หากใครเคยไปที่ร้านอาหารทะเลเผาคงเคยลิ้มลองรสชาติของ “หอยหวาน”มาบ้างแล้ว รู้หรือไม่? ว่ากว่าจะมาเป็นเมนูรสแซ่บที่เสิร์ฟตรงหน้าเรา เจ้าสัตว์น้ำทะเลเหล่านี้มีการดำรงชีวิตอยู่ และมีที่มาที่ไปอย่างไร
     
       เนื่องจากความต้องการในการบริโภคหอยหวานมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณหอยหวานในธรรมชาติกลับมีจำนวนลดลง เพราะเติบโตไม่ทันกับความต้องการของมนุษย์ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.) จึงได้เปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงหอยหวานเชิงพาณิชย์แบบครบวงจร” รุ่นที่ 2 พร้อมพาชมการปฏิบัติงานในโรงเพาะฟักบ่อเลี้ยงหอยหวานขนาดตลาด และบ่อดินเลี้ยงหอยหวานขนาดตลาด ณ หน่วยวิจัยและเลี้ยงหอยหวาน ต.หาดเจ้าสำราญ อ.เมือง จ.เพชรบุรี
     
       ดร.นิลนาจ ชัยธนาวิสุทธิ์ นักวิจัย ระดับ 8 สถาบันวิจัยทรัพยากรสัตว์น้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่า โรงเพาะฟักหอยหวานนั้นมีองค์ประกอบที่มีความสำคัญ 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ระบบน้ำทะเลที่ใช้ในการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์หอยหวาน การอนุบาลลูกหอยหวาน และการเพาะเลี้ยงแพลงก์ตอนพืช ซึ่งจะต้องสะอาดผ่านการกรองและฆ่าเชื้อโรค ส่วนที่ 2 คือระบบอากาศ ซึ่งมีความสำคัญมาก โดยการใช้เครื่องปั๊มอากาศที่มีแรงดันมากพอ
     
       สำหรับบ่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์และการเพาะพันธุ์หอยหวาน ดร.นิลนาจ อธิบายว่า ควรเป็นบ่อซีเมนต์หรือบ่อผ้าใบขนาดประมาณ 3.0X3.0X0.7 เมตร พื้นบ่อปูด้วยทรายหยาบหนาประมาณ 5.0 ซม.และใช้ระบบน้ำทะเลแบบไหลผ่านตลอด โดยอัตราการไหลประมาณ 300 ลิตรต่อชั่วโมง ทั้งนี้ ในแต่ละบ่อจะปล่อยพ่อแม่พันธุ์หอยหวานประมาณ 1,400 ตัวต่อบ่อ โดยให้ปลาทั้งตัวเป็นอาหารแบบให้กินจนอิ่ม เป็นประจำทุกๆวัน วันละ 1 ครั้งในช่วงเช้า
     
       เมื่อหอยวางไข่แล้วจึงทำการเก็บรวบรวมฝักไข่ โดยวิธีปล่อยน้ำทิ้งแล้วลงเก็บในบ่อด้วยมือ จากนั้นนำไข่มาทำความสะอาดและแบ่งใส่ตะกร้าพลาสติกประมาณ 150-200 ฝักต่อตะกร้า และนำไปห้อยแขวนที่ระดับกลางน้ำในถังฝักไข่ จนกระทั่งลูกหอยหวานระยะวัยอ่อนฟักออกจากฝักไข่ โดยเติมน้ำทะเลที่มีอุณหภูมิและความเค็มเท่ากับน้ำทะเลในถังฝักไข่ทุกครั้ง
     
       ส่วนการพัฒนาการของหอยหวานนั้น ลูกหอยหวานระยะวัยอ่อนจะกินแพลงก์ตอนพืชเป็นอาหาร ด้วยการใช้ขนที่อยู่รอบตัวโบกพัดอาหารเข้าสู่ช่องปาก โดยลูกหอยระยะวัยอ่อนบางส่วนที่มีอายุ 12-13 วันจะเริ่มพัฒนาเป็นลูกหอยระยะลงพื้น หลังจากนั้นจะทำการเก็บรวบรวมลูกหอยไปเลี้ยงต่อในถังเลี้ยงลูกหอยระยะเต็ม วัย โดยถังเลี้ยงได้ออกแบบพิเศษด้วยการใช้ระบบน้ำฉีดเป็นฝอยบริเวณผนังบ่อ พื้นบ่อปกคลุมด้วยทรายละเอียดมีความหนาประมาณ 0.2 ซม.ความหนาแน่นของลูกหอยที่เลี้ยงประมาณ 3,000-4,000 ตัวต่อต่อถังอนุบาล
     
       “การผลิตหอยหวานระยะวัยรุ่นในโรงเพาะฟัก พบว่าหอยหวานสามารถวางไข่ในโรงเพาะฟักได้ตลอดทั้งปี โดยช่วงที่หอยหวานสามารถวางไข่มากที่สุดคือ เดือนกุมภาพันธ์-กรกฎาคม ซึ่งการวางไข่ตลอดทั้งปีของหอยหวานนั้นมีข้อดีคือ จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถผลิตหอยหวานสนองความต้องการแก่ฟาร์มเลี้ยงหอยหวาน ขนาดตลาดได้ตลอดทั้งปี และมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ปัจจุบันหอยหวานธรรมชาติในทะเลมีปริมาณที่ลดน้อยลงทุกปี เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการจับสัตว์น้ำที่ผิดวิธีของชาวบ้าน หรือการจับหอยหวานผิดฤดู ดังนั้น การวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงหอยหวานให้แก่ชาวบ้านแบบครบ วงจร ก็จะช่วยส่งเสริมอาชีพทางเลือกใหม่ให้แก่ชาวประมงพื้นบ้านได้” ดร.นิลนาจ กล่าว
     
       นับเป็นโครงการที่มีประโยชน์สำหรับชาวประมงพื้นบ้านและผู้ที่สนใจในการ เลี้ยงหอยหวาน ซึ่งนอกจากจะได้เรียนรู้วิธีการเลี้ยงหอยหวานอย่างถูกวิธีแล้ว การใช้เทคโนโลยีในการเลี้ยงยังช่วยให้หอยหวานไม่สูญพันธุ์อีกด้วย
 

วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2554

วิธีการเพาะเลี้ยงปลาสลิด




การเพาะพันธุ์ปลา
ปลา สลิดสามารถผสมพันธุ์และวางไข่ได้เมื่อมีอายุ 7 เดือน ขนาดโตเต็มที่โดยเฉลี่ยจะมีขนาดตัวยาวประมาณ 6-7 นิ้ว หนัก 130-400 กรัม ปลาสลิดจะเริ่มวางไข่ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม หรือในฤดูฝน แม่ปลาตัวหนึ่ง ๆ จะสามารถวางไข่ได้หลายครั้ง แต่ละครั้งจะได้ปริมาณไข่ประมาณ 4,000-10,000 ฟอง ในฤดูวางไข่ ท้องแม่ปลาจะอูมเป่งออกมาทั้งสองข้าง ลักษณะของไข่ปลาสลิดมีสีเหลือง ควรจัดที่ให้ปลาสลิดวางไข่ภายในเดือนมีนาคม โดยหลังที่ได้กำจัดศัตรูปลาระบายน้ำเข้า และปล่อยพันธุ์ปลาลงบ่อแล้ว น้ำลึกประมาณ 20-30 เซนติเมตร ควรปลูกผักบุ้งรอบบริเวณชายบ่อ ปลาสลิดจะเข้าไปก่อหวอดวางไข่ และลูกปลาวัยอ่อนจะสามารถเลี้ยงตัวหลบหลีกศัตรูตามบริเวณชานบ่อนี้ได้

pp1.gif (3210 bytes)
1. ระบายน้ำเข้าบ่อผ่านตะแกรงที่มีช่องตาขนาด 1 มิลลิกรัมจนท่วมชานบ่อ โดยรอบ ให้มีระดับสูง 20-30 เซนติเมตร ปลาจะเข้าก่อหวอดวางไข่มากขึ้นอาณาเขตบ่อก็จะกว้างขวางกว่าเดิมเป็นการเพิ่ม ที่วางไข่ และที่เลี้ยงตัวลูกปลามากขึ้น
2. สาดปุ๋ยมูลโคและมูลกระบือแห้งบนบริเวณชานบ่อที่ไขน้ำท่วมขึ้นมาใหม่ จะทำให้เกิดไรน้ำและผักบนชานบ่อเจริญงอกงามขึ้นอีกด้วย
3. ปล่อยให้ผักขึ้นรกในบริเวณชานบ่อ ผักเหล่านี้ปลาสลิดจะใช้ก่อหวอดวางไข่ และเป็นกำบังหลบหลีกศัตรของลูกปลาในวัยอ่อนจนกว่าจะแข็งแรงเอาตัวรอดได้

การวางไข่
การ วางไข่ ก่อนปลาสลิดจะวางไข่ ปลาตัวผู้จะเป็นฝ่ายเตรียมการเลือกสถานที่ และก่อหวอดซึ่งเป็นฟองน้ำละลายไว้ในระหว่างต้นผักบุ้งโปร่งไม่หนาทึบเกินไป ปกติปลาสลิดตัวเมียจะชอบวางไข่ในที่ร่มมากกว่ากลางแจ้งเมื่อเตรียมหวอดเสร็จ แล้ว ปลาก็จะเริ่มผสมพันธุ์กันโดยตัวผู้จะเริ่มไล่ต้อนตัวเมียเข้าใต้บริเวณหวอด และรัดท้องตัวเมียให้ไข่ออกแล้วปล่อยน้ำเชื้อเข้าผสมกันไข่ จากนั้นปลาตัวผู้จะอมไข่เข้าใต้หวอด ไข่จะลอยติดอยู่ที่หวอด   นอกจากการเพาะพันธุ์ปลาสลิดในบ่อแล้ว
ยังสามารถเพาะในถังทรงกลมได้อีกด้วย


การเพาะพันธุ์ปลาสลิดในถังทรงกลม
        ใช้ถังทรงกลมปากกว้าง 1.50 เมตร ยาว 3 เมตร ลึก 60 เซนติเมตร น้ำลึกประมาณ 40 เซนติเมตร วางไว้กลางแจ้ง โดยทำเป็นเพิงคลุมถังประมาณ 2 ใน 4 ของถังเพื่อกำบังแดด ใช้ผักบุ้งลอยไว้ 3 ใน 4 ของถัง แล้วปล่อยแม่ปลาที่กำลังมีไข่แก่ 10 ตัว ตัวผู้ 10 ตัว หลังจากปล่อยพ่อแม่พันธุ์ปลาเพียง 4-6 วัน ปลาสลิดจะเริ่ม ก่อหวอดวางไข่ ไข่ปลาจะฟักเป็นตัวและเติบโตเช่นเดียวกับการเพาะฟักในบ่อดิน จากนั้นให้ช้อน พ่อแม่ปลาออกแล้วเลี้ยงลูกปลาไปก่อนโดยให้ไข่ผงหรือไรน้ำเป็นอาหาร 2 สัปดาห์ จึงให้รำผงละเอียดจนกว่าลูกปลาจะมีขนาดยาว 2 เซนติเมตร เพื่อปล่อยลงบ่อเลี้ยงต่อไป หรือจะนำหวอดไข่จากบ่อเพาะเลี้ยงมาฟักในถังทรงกลมก็จะช่วยให้ลูกปลาสลิดมี ชีวิตรอดเป็นจำนวนมากกว่าที่จะปล่อยให้เจริญ เติบโตในบ่อเพาะเลี้ยงเอง เพราะในบ่อมักมีศัตรูปลาสลิดอยู่ เช่น แมลงในน้ำ กบ งู ปลากินเนื้อ ซึ่งจะคอยทำลายไข่และลูกปลา อัตราลูกปลาจะรอดน้อยกว่าการนำพ่อแม่พันธุ์มาเพาะในภาชนะไข่ปลาจะฟักเป็นตัว ภายใน 24 ช.ม. ในระยะ 7 วันแรกลูกปลาจะไม่กินอาหาร เมื่อถุงอาหารยุบหมด ลูกปลาจึงเริ่มกินอาหาร โดยลูกปลาขึ้นเหนือน้ำในตอนเช้าตรู่

การเตรียมบ่อ
บ่อ เลี้ยงปลาสลิดหรือแปลงนาปลาสลิด จะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีคูล้อมทุกด้านหรืออย่างน้อย 2 ด้าน กว้างอย่างน้อย 1 วา ลึกอย่างน้อย 75 เซนติเมตร ความสูงของคันต้องกั้นน้ำท่วม และฐานต้องกว้างกว่าหรือเท่ากับความกว้างของคู ควรมีชานบ่อกว้างอย่างน้อย 1 เมตร สำหรับให้ปลาวางไข่ บ่อขนาดเล็กที่สุดมีความกว้าง 10 เมตร ยาว 20 เมตร ลึก 1.50 เมตร
วิธีการเตรียมบ่อ
การ ใส่ปูนขาว บ่อที่ขุดใหม่โดยทั่วไปแล้ว ดินมักจะมีสภาพเป็นกรด ควรใช้ปูนขาวโดยให้ทั่วบ่อ 1 กิโลกรัม ต่อเนื้อที่ 10 ตารางเมตร เพื่อแก้ความเป็นกรดของดินให้เจือจาง ถ้าเป็นบ่อเก่าที่ไม่เคยใช้เลี้ยงปลา ควรกำจัดวัชพืชต่าง หากบ่อตื้นเขินไม่เหมาะแก่การเลี้ยงปลาควรสูบน้ำออกลอกเลนและตกแต่งพื้นบ่อ ให้มั่นคงแข็งแรง แล้วตากบ่อให้แห้งประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้แสงแดดช่วยฆ่าและกำจัดเชื้อโรคต่าง ๆ
ก่อนจะปล่อย พันธุ์ปลาลงเลี้ยง ควรใช้โล่ติ๊นฆ่าศัตรูต่าง ๆ ของปลาในบ่อให้หมดสิ้นเสียก่อน โดยใช้โล่ติ๊นสด หนัก 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 100 ลูกบาศก์เมตร ทุบโล่ติ๊นให้ละเอียดแช่น้ำไว้ โล่ติ๊นสดหนัก 3 กิโลกรัม ใช้น้ำประมาณ 2 ปีบ ขยำเอาน้ำสีขาวออกหลาย ๆ ครั้งจนหมด แล้วน้ำไปสาดให้ทั่ว ๆ บ่อ ปลาต่างๆ ที่เป็นศัตรูจะเริ่มตายหลังจากที่ใส่โล่ติ๊นลงไปประมาณ 30 นาที จากนั้นจะตายต่อไป จนหมดบ่อ แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 7-8 วัน เพื่อให้พิษของโล่ติ๊นสลายตัวหมดเสียก่อน จึงนำพันธุ์ปลาสลิดปล่อยลงเลี้ยงต่อไป

วิธีการเพาะอาหารธรรมชาติ
                                                                                   

ิ โดยใช้ปุ๋ยคอกโรยให้ทั่วบ่อ อัตราส่วนปุ๋ยคอก 100 กิโลกรัม ต่อเนื้อที่ 1 ไร่ แล้วระบายน้ำเข้าบ่อให้มีระดับสูงจากพื้นบ่อ 10-20 เซนติเมตร ปล่อยไว้ 7-10วัน จะเกิดตะไคร่น้ำหรือที่เรียกว่าขี้แดด จากนั้นจึงค่อยระบายน้ำเข้าบ่อตามระดับที่ต้องการ ถ้าเป็นบ่อใหม่ ภายหลังที่ใส่ปุ๋ยและปล่อยน้ำเข้าแล้วควรนำเชื้อตะไคร่น้ำที่หาได้จากน้ำที่ มีสีเขียวจัดโดยทั่วไปมาใส่ ลงในบ่อ เพื่อเร่งให้เกิดตะไคร่น้ำเร็วยิ่งขึ้น ในบ่อปลาสลิดควรปลูกพันธุ์ไม้น้ำเช่น ผักบุ้ง แพงพวย และผักกระเฉด เพื่อให้เหมาะสมกับนิสัยและความเป็นอยู่ของปลาสลิด และเพื่อเพิ่มอาหารธรรมชาติให้กับลูกปลาการใส่ปุ๋ยคอก เช่น มูลโค มูลกระบือที่ตากแห้งแล้ว โรยตามริมบ่อในอัตรา 10 กิโลกรัมต่อเนื้อที่ 160 ตารางเมตร ใส่ปุ๋ยคอก 2-3 เดือนต่อครั้ง การที่จะให้บ่อปลามีอาหารธรรมชาติอยู่เสมอนั้น ให้นำปุ๋ยหมักหมักไปกองไว้บริเวณริมบ่อด้านใดด้านหนึ่ง ปุ๋ยหมักนี้จะใช้หญ้าสดที่ดายทิ้ง กองอัดให้แน่นแล้วใส่ปุ๋ยคอกผสมลงไปด้วยเพื่อให้หญ้าสดสลายตัวเร็วขึ้นจะ ช่วยเร่งให้เกิดจุลินทรีย์และไรน้ำต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นอาหารของปลาสลิดต่อไป จะต้องใส่ปุ๋ยก่อนปล่อยปลาลงเลี้ยงอย่างน้อย 3 วัน แล้วปล่อยปลาสลิดลงเลี้ยงประมาณ 5-10 ตัว ต่อเนื้อที่ผิวน้ำ 1 ตารางเมตร เป็นอย่างมาก

การให้อาหาร
อาหาร ที่ปลาสลิดชอบกินคือ ตะไคร่น้ำ รำละเอียด หรือปลายข้าวต้ม ปนกับผักบุ้งที่หั่นแล้ว แหนสด และปลวก อาหารของลูกปลาวัยอ่อน ซึ่งมีอายุ 7-12 วัน ให้ตะไคร่น้ำและไร่น้ำเป็นอาหาร เมื่อลูกปลา มีอายุ 21 วัน – 1 เดือน ให้รำข้าวละเอียดต้มปนกับผักบุ้งที่หั่นละเอียด แหนสด และปลวกบ้าง (ผัก 1 ส่วน รำ 2 ส่วน) ทั้งนี้ต้มผักให้เปื่อยเสียก่อน แล้วจึงเอารำลงไปเคล้าปั้นเป็นก้อนให้กินเพียง
วันละ 2 ครั้ง ในเวลาเช้า ระหว่าง 7.00 –8.00 น. และเย็น ประมาณ 3-5 % โดยใส่อาหารบนแป้นซึ่งอยู่ใต้ระดับน้ำ 1 คืบ อย่าให้อาหารเหลือข้ามวันจะทำให้น้ำเน่าเสียได้ ควรดีดน้ำให้เป็นสัญญาณ ปลาจะได้เคยชินและเชื่องด้วย


การเจริญเติบโต
ปลา ขนาด 5 เซนติเมตร ใช้เวลาเพียง 7-8 เดือนและถ้าปล่อยปลาขนาด 10 เซนติเมตรใช้เวลาเลี้ยง 5-6 เดือน ส่วนการเลี้ยงลูกปลาจากพ่อแม่ปลาจะใช้เวลา 10-11 เดือน จับขายได้
การป้องกันโรค
ปลา สลิดไม่ค่อยจะเป็นโรคร้ายแรง หากน้ำในบ่อเสียจะสังเกตเห็นปลาขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ เพราะออกซิเจนที่ละลายน้ำไม่เพียงพอ วิธีแก้ไขก็คือต้องถ่ายน้ำเก่าออกและระยายน้ำใหม่เข้าหรือย้ายปลาไปไว้ในบ่อ อื่น โดยเฉพาะมักจะเกิดเห็บปลา ซึ่งมีลักษณะตัวแบน สีน้ำตาลใสเกาะติดตามตัวปลามาดูดเลือดของปลากิน ความเจริญเติบโตของปลาชะงักลง ทำให้ปลาผอม การกำจัดโดยระบายน้ำสะอาดเข้าไปในบ่อให้มาก ๆ ตัวเห็บก็จะหายไปได้     การป้องกันโรคระบาดอีกประการหนึ่งก็คือ ปลาที่จะนำมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ถ้าปรากฎว่ามีบาดแผลไม่ควรนำลงไป
เลี้ยงรวมกันในบ่อเพราะปลาที่เป็นแผลจะเป็นโรคราและติดต่อไปถึงปลาตัวอื่นได้


การป้องกันและกำจัดศัตรู
ศัตรู ของปลาสลิด มีหลายประเภท เช่น นาก นกกินปลา งู เต่า ตะพาบน้ำ กบ เขียด ปลากินเนื้อ เช่น ปลาช่อน ปลาชะโด ปลาไหล จะกินปลาสลิดขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ส่วนปลากริม ปลากัด ปลาหัวตะกั่ว ปลาหมอ มวนวน แมงดาสวนจะกินไข่ปลาสลิดและลูกปลาในวัยอ่อน การ ป้องกันและกำจัดพวกสัตว์ดูดนม สัตว์เลื้อยคลาน โดยทำรั้วล้อมรอบก็เป็นการป้องกันได้ดี ส่วนสัตว์จำพวกนกต้องทำเพิงคลุมแป้นอาหาร เพื่อป้องกันนกโฉบปลาในขณะที่ปลากินอาหารอยู่เป็นกลุ่ม สำหรับปลากินเนื้อชนิดต่าง ๆ นั้น ต้องระวังผักที่จะเก็บลงมาปลูกในบ่อเพราะอาจจะมีไข่ปลาติดมาด้วย โดยเฉพาะท่อระบายน้ำเข้าต้องพยายามใช้งวดตาข่ายที่มีช่องตาขนาดเล็กรองน้ำ ที่จะผ่านลง
ในบ่อ และหมั่นตรวจตะแกรงถ้าชำรุดควรรีบเปลี่ยนใหม่

การ ล้อมรอบคันบ่อใช้ตาข่ายไนลอนให้สูงจากพื้นดินอย่างน้อย 50 เซนติเมตร ส่วนล่างของตาข่ายให้ฝังดินลึกประมาณ 10 เซนติเมตร ถ้าเป็นที่ลุ่มควรต่อตาข่ายไนลอน 2 ผืน หรือเสริมเฝือกสูงประมาณ 2 เมตร พร้อมทั้งหมั่นตรวจสอบ หากชำรุดต้องรีบซ่อมแซม
การจับลูกปลาวัยอ่อน
เมื่อ มีความต้องการจะจับลูกปลาสลิดวัยอ่อนไปแยกเลี้ยง ควรใช้กระชอนผ้าช้อนตักและใช้ขัน หรือถังตักลูกปลาทั้งน้ำและตัวปลาเพื่อมิให้ปลาช้ำ ถ้าเป็นปลาที่โตแล้วโดยสวิงตาถี่ช้อน แล้วใช้ขันตักขึ้นจากสวิงอีกชั้นหนึ่ง หรือลดระดับน้ำลงทีละน้อยเพื่อให้ปลารู้สึกตัว และหนีลงไปอยู่ในคู โดยเดินตรวจบนแปลงนาว่าไม่มีปลาค้างบนแปลงนาเอาอวนเปลวางไว้ในคูตรงจุดที่ ลึกที่สุด สูบน้ำออกจากคู ทีละน้อย ปลาจะหนีลงไปอยู่ในคูและในอวนจึงรวบหูอวนขึ้น ปลาจะติดอยู่ในอวน
ใน กรณีที่ต้องการจับปลาเพื่อใช้ประกอบอาหารประจำวัน ควรใช้ลอบยืนวางไว้ตามมุมบ่อ ถ้าใช้แหทอดหรือสวิงตักที่แป้นอาหารปลาจะเข็ดไม่มากินอาหารหลายวัน
ระยะ เวลาที่ควรจับปลาให้หมดทั้งบ่อเพื่อจำหน่าย คือ เดือนมีนาคม เพราะเป็นฤดูที่ปลาไม่วางไข่ โดยใช้เฝือกล้อมและสวิงตักออกจากเฝือกที่ล้อมนั้น แล้วคัดปลาเก็บไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์เพื่อการเพาะเลี้ยงรุ่นต่อไป โดยใช้สูตรอาหาร สปช. 12 วันละ 2% ของน้ำหนักปลาเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน ก่อนเพาะฟักวันละ 2 เวลา เช้า-เย็น